we live a bountiful world we live in a bountiful world: 2010

จำนวนการดูหน้าเว็บรวม

วันศุกร์ที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2553

Environmental problems of the earth.


โลก

ดาวเคราะห์โลก
เส้นรอบโลกตรงเส้นศูนย์สูตร :40,075 กิโลเมตร
เส้นรอบโลกรอบขั้วโลก:40,008 กิโลเมตร
เส้นผ่าศูนย์กลางที่เส้นศูนย์สูตร:12,756 กิโลเมตร
พื้นที่ผิวโลก ประมาณ:510,000,000 ตารางกิโลเมตร
พื้นที่ที่ปกคลุมด้วยทะเล: ร้อยละ 71
ระยะเวลาหมุนรอบตัวเอง :23 ชั่วโมง 56 นาที
ความเร็วของการหมุน: 1,660 กิโลเมตรต่อชั่วโมงที่เส้นศูนย์สูตร
ระยะเวลาของการโคจรรอบดวงอาทิตย์: 365 วัน 6 ชั่วโมง
ความเร็วของการโคจร: 29.8 กิโลเมตรต่อวินาที

หลักการเหตุผล
สภาวการณ์โลกปัจจุบันมีปัจจัยอันทำให้เป็นที่น่าวิตกหลายประการด้านสิ่งแวดล้อมที่เปลี่ยนไป ปรากฏการเรือนกระจกที่ขยายวงกว้างเกิดน้ำแข็งละลายที่ขั้วโลกเกิดหิมะและฝนตกมีภาวะน้ำท่วมมากดินโคลนถล่มขยายวงกว้างในหลายส่วนของโลก ปรากฏการณ์เอลนีโน่จนถึงลานีย่าทำให้เกิดภาวะฝนตกชุกและเกิดความแห้งแล้ง เป็นที่ทราบกันดีว่าโลกทั้งใบเชื่อมกันด้วยน้ำในมหาสมุทรและในมหาสมุทรมีกระแสน้ำอุ่นซื่อกัลฟ์สตรีมที่ไหลจากขั้วโลกเหนือมาจนถึงมหาสมุทรแปรซิฟิกส์ระบบไหลเวียนของกระแสน้ำอุ่นกัลฟ์สตรีมนี้เชื่อมโยงกันไปในมหาสมุทรหลายมหาสมุทรมีอิทธิพลต่อแผ่นดินหลายทวีปหลายประเทศทั่วโลกเราเรียกระบบสายพานเทอร์โบฮารีน
ระบบสายพานเทอร์โบฮารีนนี้ทำงานโดยกระแสน้ำอุ่นกัลฟ์สตรีมบริเวณขั้วโลกเหนือดูดน้ำเค็มเข้ามาแล้วน้ำเค็มมีมวลที่หนักกว่าก็จะจมลงสู่ด้านล่างเกิดแรงดึงทำให้กระแสน้ำอุ่นกัลฟ์สตรีมเกิดการไหลเวียนเป็นระบบสายพานเทอร์โบฮารีนเชื่อมมหาสมุทรในโลกเอาไว้
นักวิทยาศาสตร์ได้ทำการสำรวจพบข้อมูลหลายอย่างที่คาดเดาว่ากระแสน้ำอุ่นกัลฟ์สตรีมและระบบสายพานเทอร์โบฮารีนอาจจะหยุดทำงานสาเหตุเพราะปรากฏการณ์เรือนกระจกที่แผ่ขยายทำให้โลกร้อนขึ้นน้ำแข็งละลายมากขึ้นเพิ่มปริมาณของน้ำในมหาสมุทรที่ขั้วโลกเหนือทำให้มวลของน้ำเค็มลดลงจึงไม่จมลงสู่ด้านล่างทำให้กระแสน้ำอุ่นกัลฟ์สตรีมหยุดไหลระบบสายพานเทอร์โบฮารีนที่เชื่อมต่อมหาสมุทรของโลกเราก็หยุดทำงานอย่างช้าๆแต่แน่นอน เหตุการณ์ที่จะเกิดต่อไปอีกสิบปีข้างหน้าก็คือโลกจะถูกแช่แข็งยาวนานทีเดียว
Younger Dryas คือปรากฏการณ์ความหนาวเย็นที่เกิดขึ้นเมื่อ 13,000 ปีก่อน
เมื่อยุคน้ำแข็งครั้งล่าสุดคือ Wisconsin glacial period สิ้นสุดลง
โลกก็อบอุ่นขึ้นตามลำดับ แต่แล้วเหมือนจะในทันทีทันใด โลกก็กลับเย็นลงอย่างรวดเร็ว
เย็นมากจนเกือบจะกลับเข้าสู่ยุคน้ำแข็งเต็มตัว จากหลักฐานคือร่องรอยของดอก dryas
ซึ่งเป็นพืชในเขต tundra แพร่กระจายทั่วทั้งยุโรปและอเมริกาเหนือเป็นบริเวณกว้าง
และภูมิอากาศคงความหนาวเย็นอยู่เช่นนั้นนานหลายร้อยปี ก่อนที่จะกลับอบอุ่นขึ้นอีกครั้ง
จนเข้าสู่ยุคอบอุ่นระหว่างยุคน้ำแข็งในปัจจุบันที่เรียกว่า Holocene interglacial


การณ์วิจัยของนักวิทยาศาสตร์ได้ทำการเจาะสำรวจน้ำแข็งที่มีอายุถึงสองแสนปี,การสำรวจวงปีในต้นไม้,เพื่อดูว่าฤดูการณ์ของโลกเราทั้งอดีต,ปัจจุบัน,และอนาคตเป็นอย่างไร การสำรวจสถานการณ์ที่น้ำแข็งละลายที่ขั้วโลกเหนือและใต้ นักวิทยาศาสตร์พบว่าน้ำแข็งละลายเร็วกว่าที่คาดการณ์เอาไว้มาก มากเสียจนน่าวิตกว่าอะไรที่พวกเรากลัวอาจจะเกิดขึ้นเร็วกว่าที่คิด
แผ่นดินของโลกมีหนึ่งส่วน และเป็นน้ำคือมหาสมุทรสามส่วน แผ่นดินหนึ่งส่วนนี้รองรับประชากรโลกปัจจุบันปี พ.ศ.2553 (ค.ศ.2010)ประชากรโลกมี 6000 ล้านคน อีกสิบปีข้างหน้านักประชากรศาสตร์ประมาณการว่าจะมีประชากรโลกเพิ่มขึ้นเป็น 9000 ล้านคน ลองนึกเอาเถิดว่าถ้าแผ่นดินถูกแช่แข็งในอีกสิบปีข้างหน้าคือมีหิมะตกเป็นน้ำแข็งปกคุมไปทั่วในหลายทวีปนั่นหมายความว่าแหล่งอาหารที่อยู่อาศัยของมนุษย์และสัตย์บกที่มีอยู่ต้องหายไปด้วย อาจเกิดความโกลาหลในการอพยพย้ายถิ่นในรูปแบบต่างๆในการหาที่อยู่อาศัยที่เหมาะสมและแหล่งอาหาร อาจจะถึงขั้นเกิดสงครามและล้างเผ่าพันธุ์ของมนุษย์ด้วยกันเองก็เป็นได้ ในประเทศที่มีเทคโนโลยีขั้นสูงเช่นประเทศญี่ปุ่นมีโครงการที่สร้างแผ่นดินลอยน้ำ,สร้างสนามบินลอยน้ำ,
และในอนาคตอันใกล้ประเทศญี่ปุ่นจะมีหมู่บ้านคอนโดมิเนี่ยมถนนหนทางเมืองขนาดใหญ่ที่ลอยอยู่ในทะเลเพราะขณะนี้ประเทศญี่ปุ่นสามารถสร้างสนามบินลอยน้ำได้สำเร็จแล้ว
มีสัญญานบอกเหตุถึงเรื่องราวของกระแสน้ำอุ่นกัลฟ์สตรีมและระบบสายพานเทอร์โบฮารีนเริ่มทำงานช้าลงคือเมื่อสองปีที่แล้วมีเหตุการณ์ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน พ.ศ.2551(ค.ศ.2007)ในภูมิภาคของเราเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ประเทศเวียดนามมีหิมะตกเกือบทั่วทั้งประเทศทำให้ผลผลิตทางการเกษตรเสียหายเป็นจำนวนมาก และในปีต่อมาก็เกิดพายุทำให้น้ำท่วมเป็นบริเวณกว้าง ทำให้ชีวิตทรัพย์สินผลผลิตทางการเกษตรเสียหายมากมาย

สาเหตุที่ทำให้กระแสน้ำอุ่นสามารถจมลงเมื่อเข้าไปถึงทะเลบาเรนต์ คือ
กระแสน้ำที่ตั้งต้นไหลมาจากศูนย์สูตร จะสะสมความร้อนจากดวงอาทิตย์และอุ่นขึ้น
และสูญเสียน้ำไปกับการระเหย ทำให้มีความเค็มมากขึ้น และเค็มกว่าชั้นน้ำเย็นที่อยู่ลึกกว่า
แต่เพราะมีอุณหภูมิสูงกว่า จึงทำให้เบา และสามารถลอยตัวอยู่เหนือชั้นน้ำที่เย็นกว่าได้
เมื่อกระแสน้ำอุ่น ที่เค็มและเบา ไหลเข้ามาถึงทะเลบาเรนต์ในเขตขั้วโลกเหนือ
มวลน้ำก็จะเย็นลงและกลายเป็นหนักกว่าน้ำที่อยู่ข้างล่างเพราะมีความเค็มมากกว่า
ทำให้จมลง เปิดทางให้กระแสน้ำที่ไหลตามหลังมา สามารถเข้ามาได้อย่างต่อเนื่อง
ส่วนน้ำที่จมลง ก็จะไหลกลับทางทิศใต้เป็นกระแสน้ำในระดับลึกของมหาสมุทร

สำหรับประเทศไทยปีพ.ศ.2553 (ค.ศ.2010)เกิดน้ำท่วมภาคเหนือ,ภาคอีสาน,ภาคกลาง,ภาคตะวันออก,ภาคตะวันตกและภาคใต้รวมแล้วพื้นที่ที่ถูกน้ำท่วมมากกว่าครึ่งหนึ่งของพื้นที่ประเทศทรัพย์สินไร่นาพืชผลทางการเกษตรเสียหายเป็นจำนวนมาก มวลภาพรวมช่วงต้นปีเกิดภาวะแล้งจัดน้ำในเขื่อนแทบไม่มีจ่ายให้เกษตรกรเพาะปลูก กลางปีมีฝนตกต้องตามฤดูกาล ปลายปีมีมรสุมหนักทำให้น้ำล้นเขื่อน จำเป็นต้องระบายออกอย่างเร่งด่วนทำให้เกิดภาวะน้ำท่วมอย่างรุนแรง ประกอบกับฝนตกมากทำให้เกิดน้ำป่าไหลหลากท่วมในหลายพื้นที่เป็นบริเวณกว้างของประเทศไทย
สิ่งที่เราต้องทำอย่างเร่งด่วนคือการรักษาพื้นที่ผลิตอาหาร
soils (ดิน)
Today!s headlines focus on two major interactive international problems:widespread hunger and malnutrition, and the deterrioration of the quality of the environment resulting from attempts to alleviate this hunger and malnutrition.The quality,management,and conservation of the world soils are critical elements in each of these problems as well as in their solution. Soil productivity helps determine how much food and fiber can be provided for the world ever- increasing human population.Some soils are naturally productive,others are not.Some reapond to wise cultural management and can be made more productive. Others will not so respond and could best be left in their native state with natural grass or forest vegetation.In any case,however,without some knowledge of the nature and properties of soil,it is not possible to predict soil quality in a given area or to know how soils should be managed and conserved.
The world population explosion of this century presents humankind with one of its most complex challenges.This challenge is greatest in the lowincome countries of the world where the bulk of 90 million annual population increase is occrring. To feed an increase of population equivalent every three years to the entire population of the United States will tax the world ingenuity and determination.
It is in the developing countries and especially AFRICA where the challenge is most severe.The conservation and improvement of soils is one of the keys to meeting this challenge. Soil and crop management systems must be developed and adapted to increase food production and simultaneously prevent soil deterioration. Soil scientists will play a key role in developing these systems.
Soil scientists must also gain greater knowledge of the characteristics and potential of arable but uncultivated lands. This knowledge will be used in determining the extent to which new lands should be borught into agricultural production to help meet the world food demands.
There is potential for the world to produce adequate food for current and
future generations.Whether this potential will be reached will depend in part on the
wisdom that is used in managing and conserving soils.This wisdom will be based largely on the service of dedicated soil scientists around the world.


วิธีการรักษาหรือเพิ่มความอุดมสมบูรณ์ของดิน

วิธีการรักษาหรือเพิ่มความอุดมสมบูรณ์ของดินทำได้ดังนี้
๑. เพิ่มอินทรียวัตถุ เศษเหลือจากพืช เช่น หญ้าแห้ง กิ่งไม้ใบไม้ และปุ๋ยพืชสด รวมทั้งเศษเหลือจากสัตว์ อินทรียวัตถุเหล่านี้จะไปช่วยทำให้คุณสมบัติทางฟิสิกส์ของดินดีขึ้น ทำให้ดินร่วนซุยสามารถดูดซับน้ำได้มากขึ้น ส่วนจุลินทรีย์ในดินจะช่วยให้อินทรียวัตถุต่างๆ เหล่านี้สลายตัวเป็นธาตุอาหารที่เป็นประโยชน์แก่พืชต่อไป
๒. การเพิ่มปุ๋ยพืชสด โดยการไถพรวนพืชสดๆ ทับลงไปในดิน ซึ่งเท่ากับเป็นการเพิ่มแร่ธาตุจากพืชสดเพื่อเป็นอาหารแก่ดิน
๓. การใช้ซากและเศษเหลือจากสัตว์ ซึ่งประกอบด้วยธาตุต่างๆ ที่จำเป็นต่อการเจริญเติบโตของพืช เช่น ไนโตรเจน ฟอสฟอรัส โพแทสเซียม ซัลเฟอร์ เป็นต้น อันจะช่วยเพิ่มความอุดมสมบูรณ์ของดินให้ดีขึ้น
๔. การใช้ระบบการปลูกพืชหมุนเวียนเพื่อช่วยให้ดินคงความอุดมสมบูรณ์อยู่ได้
๕. การใช้ปูนขาว เพื่อให้ธาตุแคลเซียมซึ่งเป็นอาหารชนิดหนึ่งที่จำเป็นต่อพืช และยังเป็นตัวช่วยลดความเป็นกรดและปรับปรุงคุณสมบัติอื่นๆ ของดินได้ดีอีกด้วย
๖. การรักษาธาตุไนโตรเจน ฟอสฟอรัสและโพแทสเซียม ในดิน การรักษาธาตุไนโตรเจนในดิน ทำได้โดยการปลูกพืชตระกูลถั่วไว้คอยตรึงไนโตรเจนจากอากาศ และทำการไถพรวนเป็นปุ๋ยพืชสด อันจะช่วยเพิ่มไนโตรเจนให้แก่ดินได้อย่างดี ส่วนฟอสฟอรัส พืชมักจะใช้ในรูปของซูเปอร์ฟอสเฟต สำหรับโพแทสเซียมรักษาให้คงอยู่ได้ ด้วยการปลูกพืชให้ถูกต้องตามหลักการอนุรักษ์ เพื่อป้องกันการชะล้าง และควรใช้ปุ๋ยที่ให้โพแทสเซียมโดยตรง

ดิน(Soil)

ดิน (Soil) คือ วัตถุธรรมชาติที่ปกคลุมผิวโลกอยู่บางๆ เกิดขึ้นจากผลของการแปรสภาพหรือผุพังของหินและแร่ และอินทรียวัตถุผสมคลุกเคล้ากัน โดยมีส่วนประกอบดังนี้
อนินทรียวัตถุ (Mineral matter) ได้แก่ส่วนของแร่ต่างๆ ภายในหินซึ่งผุพังสึกกร่อนเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย โดยทางเคมี ฟิสิกส์ และชีวเคมี
อินทรียวัตถุ (Organic matter) ได้แก่ส่วนที่เกิดจากการเน่าเปื่อยผุพังหรือสลายตัวของซากพืชซากสัตว์ที่ทับถมกัน มีอยู่ประมาณ
น้ำ ในสารละลายซึ่งพบอยู่ในช่องระหว่างเม็ดดิน (Aggregate) หรืออนุภาคดิน (Particle)
อากาศ อยู่ในที่ว่างระหว่างเม็ดดินหรืออนุภาคดิน ก๊าซส่วนใหญ่ที่พบทั่วไปในดิน ได้แก่ ไนโตรเจน ออกซิเจน และคาร์บอนไดออกไซด์
ปริมาตรของแต่ละส่วนประกอบของดินที่เหมาะสมแก่การเพาะปลูก โดยทั่วไปจะมีแร่ 45% อินทรียวัตถุ 5% น้ำ 25% และอากาศ 25%

กำเนิดดิน
ดินประกอบขึ้นจากหินที่ผุพัง จึงมีองค์ประกอบเป็นแร่ดินเหนียว (Clay mineral) ซึ่งพัฒนามาจากแร่ประกอบหินบนเปลือกโลก ได้แก่ เฟลด์สปาร์ ควอรตซ์ ไมก้า เป็นต้น การผุพังของแร่แต่ละชนิด ซึ่งทำให้เกิดแร่ดินเหนียวและประจุต่างๆ ซึ่งอยู่ในรูปของสารละลาย

การผุพังของแร่

แร่ CO2 และ H2O ผลิตผลหลัก ผลิตผลรอง
เฟลด์สปาร์ ---> แร่ดินเหนียว + ทราย, ประจุ (โซเดียม แคลเซียม โปแตสเซียม)
ควอรตซ์ ---> ทราย
ไมก้า ---> แร่ดินเหนียว + ทราย, เหล็กออกไซด์, ประจุ (โซเดียม แคลเซียม โปแตสเซียม แมกนีเซียม)
แคลไซต์ ---> - -> ประจุ (แคลเซียม ไบคาร์บอเนต)


การผุพังของแร่เฟลด์สปาร์ซึ่งเป็นส่วนประกอบของหินต้นกำเนิดดิน (Parent rock) เมื่อฝนตกลงมา น้ำฝนจะละลายคาร์บอนไดออกไซด์ในอากาศ ทำให้มีสภาพเป็นกรดอ่อนๆ (กรดคาร์บอนิก) น้ำฝนบนพื้นผิวซึมลงสู่เบื้องล่างและทำปฏิกิริยากับแร่เฟลด์สปาร์ที่อยู่ในหิน ทำให้เกิดการผุพังทางเคมี (Chemical weathering) แตกสลายเป็นเม็ดทราย (ซิลิกา), แร่ดินเหนียว (Clay mineral), ประจุโซเดียม แคลเซียม และโปแตสเซียม ในรูปของสารละลาย ซึ่งเป็นแร่ธาตุที่สำคัญสำหรับพืชต่อไป

ดิน เป็นตะกอนวัสดุบนเปลือกโลก ที่มีพัฒนาการที่เกี่ยวข้องกับสิ่งแวดล้อมอันได้แก่ บรรยากาศ น้ำ และสิ่งมีชีวิต เราจะเรียกตะกอนวัสดุเหล่านี้ว่า“ดิน” ก็ต่อเมื่อมีส่วนประกอบของสิ่งมีชีวิต เช่น ซากพืช ซากสัตว์ เข้ามาเกี่ยวข้อง หากเป็นแต่เพียงตะกอนวัสดุที่ไม่เกี่ยวข้องกับสิ่งมีชีวิตก็จะเรียกว่า “เรโกลิธ” (Regolith) เช่น ผงตะกอนบนดวงจันทร์ ซึ่งเกิดจากการพุ่งชนของอุกกกาบาต แม้ว่าเราจะเห็นว่ามีดินอยู่โดยทั่วไป ทว่าความจริงดินมีอยู่น้อยมากเมื่อเทียบสัดส่วนปริมาณกับหินที่อยู่บนเปลือกโลก แต่กระนั้นดินก็มีความสำคัญมากสำหรับสิ่งมีชีวิตบนพื้นโลก ดินตรึงธาตุไนโตรเจนและคาร์บอนจากบรรยากาศมาสร้างธาตุอาหารที่สำคัญสำหรับสิ่งมีชีวิต ในเวลาเดียวกันสิ่งมีชีวิตเองก็ทำให้หินผุพังกลายเป็นดิน จะเห็นได้ว่า ดิน สิ่งมีชีวิต และสิ่งแวดล้อม มีอิทธิพลซึ่งกันและกันเป็นอย่างมาก

ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อดิน

ดินมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา คุณสมบัติบางประการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว เช่น อุณหภูมิ และปริมาณน้ำ (ทุกนาที) ในขณะที่คุณสมบัติบางประการเปลี่ยนแปลงช้ามาก เช่น ชนิดของแร่ (อาจต้องใช้เวลาเป็นร้อยหรือพันปี) คุณสมบัติของดินจะเป็นอย่างไรนั้น ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลักสำคัญ 5 ประการ ดังนี้
1. วัตถุต้นกำเนิดดิน ดินจะเป็นอย่างไรขึ้นกับวัตถุต้นกำเนิดดิน ได้แก่ หินพื้น (Parent rock) อินทรียวัตถุ ผิวดินดั้งเดิม หรือชั้นหินตะกอนที่เกิดจากการพัดพาของน้ำ ลม ธารน้ำแข็ง ภูเขาไฟ หรือวัตถุที่เคลี่อนที่ลงมาจากพื้นที่ลาดชัน
2. สภาพภูมิอากาศ ความร้อน ฝน น้ำแข็ง หิมะ ลม แสงแดด และแรงกระทบจากสิ่งแวดล้อมอื่นๆ ซึ่งทำให้วัตถุต้นกำเนิดผุพัง แตกหัก และมีผลต่อกระบวนการเกิดดินว่า จะเกิดเร็วหรือช้า
3. สิ่งมีชีวิต พืชและสัตว์ทั้งหมดที่อาศัยอยู่ในดินหรือบนดิน (รวมถึงจุลินทรีย์ และมนุษย์) ปริมาณน้ำและธาตุอาหารที่พืชต้องการมีผลต่อการเกิดดิน สัตว์ที่อาศัยอยู่ในดินจะช่วยย่อยสลายของเสียและช่วยเคลื่อนย้ายวัตถุต่างๆ ไปตามหน้าตัดดิน ซากพืชและสัตว์ที่ตายแล้วจะกลายเป็นอินทรียวัตถุ ซึ่งทำให้ดินสมบูรณ์ขึ้น การใช้ที่ดินของมนุษย์ก็มีผลต่อการสร้างดินด้วยเช่นกัน
4. ภูมิประเทศ สภาพภูมิอากาศจะมีผลต่อดินอย่างไรนั้น ขึ้นอยู่กับตำแหน่งของดินตามลักษณะภูมิประเทศเช่น ดินที่เชิงเขาจะมีความชื้นมากกว่าดินในบริเวณพื้นที่ลาด และพื้นที่ที่ได้รับแสงอาทิตย์โดยตรงจะทำให้ดินแห้งเร็วขึ้น
5. เวลา ปัจจัยข้างต้นทั้งหมดเกี่ยวข้องกับเวลา เนื่องจากเมื่อเวลาผ่านไปการพัฒนาของชั้นดินจะเพิ่มขึ้น

สมบัติของดินที่เปลี่ยนไปตามเวลา
คาบเวลา นาที ชั่วโมง วัน คาบเวลา เดือน ปี คาบเวลา ร้อยปี พันปี หมื่นปี
อุณหภูมิ ปฏิกิริยาของดิน ชนิดของหินแร่
ปริมาณความชื้น สีของดิน การกระจายของขนาดอนุภาคดิน
ช่องว่างของในดิน โครงสร้างของดิน การสร้างชั้นดิน
ปริมาณอินทรียวัตถุในดิน
ความอุดมสมบูรณ์ของดิน
จุลินทรีย์ดิน
ความหนาแน่น

หน้าตัดดิน

ปัจจัยต่างๆ ของการกำเนิดดิน ทำให้ได้ดินที่มีคุณสมบัติแตกต่างกันอย่างมาก ดินในภูมิประเทศหนึ่งๆ จะมีลักษณะเฉพาะของตัวเอง เราเรียกภาคตัดตามแนวดิ่งของชั้นดินเรียกว่า “หน้าตัดดิน” (Soil Horizon) หน้าตัดดินบอกถึงลักษณะทางธรณีวิทยา และประวัติภูมิอากาศของภูมิประเทศที่เกิดขึ้นมาก่อนหน้านี้นับพันปี รวมถึงว่ามนุษย์ใช้ดินอย่างไร อะไรเป็นสาเหตุให้ดินนั้นมีสมบัติเช่นในปัจจุบัน ตลอดจนแนวทางที่ดีที่สุดในการใช้ดิน

ชั้นดิน

หน้าตัดดินประกอบด้วยดินที่ทับถมกันเป็นชั้นๆ เรียกว่า “ชั้นดิน” (Soil horizon) ชั้นดินบางชั้นอาจจะบางเพียง 2-3 มิลลิเมตร หรือหนากว่า 1 เมตร ก็ได้ เราสามารถจำแนกชั้นดินแต่ละชั้นจากสี และโครงสร้างของอนุภาคดินที่แตกต่างกัน นอกจากนั้นยังสามารถใช้คุณสมบัติอื่นๆ ที่แตกต่างกันระหว่างดินชั้นบนและดินชั้นล่างได้อีกด้วย ดินบางชั้นเกิดจากการพังทลายและถูกชะล้างโดยกระแสน้ำ ดินบางชั้นเกิดจากตะกอนทับถมกันนานหลายพันปี นักปฐพีวิทยากำหนดชื่อของชั้นดินโดยใช้ลักษณะทางกายภาพ ดังนี้

ชั้นโอ (O Horizon) เป็นดินชั้นบนสุดมักมีสีคล้ำเนื่องจากประกอบด้วยอินทรียวัตถุ (Organic) หรือ ฮิวมัส ซึ่งเป็นซากพืชซากสัตว์ ซึ่งทำให้เกิดความเป็นกรด ดินชั้นโอส่วนใหญ่จะพบในพื้นที่ป่า ส่วนในพื้นที่การเกษตรจะไม่มีชั้นโอในหน้าตัดดิน เนื่องจากถูกไถพรวนไปหมด
ชั้นเอ (A Horizon) เป็นดินชั้นบน (Top soil) เป็นส่วนที่มีน้ำซึมผ่าน ดินชั้นเอส่วนใหญ่ประกอบด้วยหินแร่และอินทรียวัตถุที่ย่อยสลายสมบูรณ์แล้วอยู่ด้วย ทำให้ดินมีสีเข้ม ในพื้นที่เกษตรกรรมดินชั้นเอจะถูกไถพรวน เมื่อมีการย่อยสลายของรากพืชและมีการสะสมอินทรียวัตถุ โดยปกติโครงสร้างของดินจะเป็นแบบก้อนกลม แต่ถ้าดินมีการอัดตัวกันแน่น โครงสร้างของดินในชั้นเอจะเป็นแบบแผ่น
ชั้นบี (B Horizon) เป็นชั้นดินล่าง (subsoil) เนื้อดินและโครงสร้างเป็นแบบก้อนเหลี่ยม หรือแท่งผลึก เกิดจากการชะล้างแร่ธาตุต่างๆ ของสารละลายต่างๆ เคลื่อนตัวผ่านชั้นเอ ลงมามาสะสมในชั้นบี ในเขตภูมิอากาศชื้น ดินในชั้นบีส่วนใหญ่จะมีสีน้ำตาลปนแดง เนื่องจากการสะสมตัวของเหล็กออกไซด์
ชั้นซี (C Horizon) เกิดจากการผุพังของหินกำเนิดดิน (Parent rock) ไม่มีการตกตะกอนของวัสดุดินจากการชะล้าง และไม่มีการสะสมของอินทรียวัตถุ
ชั้นอาร์ (R Horizon) เป็นชั้นของวัตถุต้นกำเนิดดิน หรือ หินพื้น (Bedrock)

เนื้อดิน (Soil Texture)
เนื้อดิน หมายถึง องค์ประกอบเชิงกายภาพของดิน เราจะสังเกตได้ว่า ดินในแต่ละสถานที่มีลักษณะแตกต่างกัน เนื่องจากดินประกอบขึ้นจากของอนุภาคตะกอนหลาย ๆ ขนาด อนุภาคที่ใหญ่ที่สุดคืออนุภาคทราย (Sand) อนุภาคขนาดรองลงมาคือ อนุภาคทรายแป้ง (Silt) และอนุภาคที่มีขนาดเล็กที่สุดคือ อนุภาคดินเหนียว (Clay)

อนุภาคของดิน

ดินมีหลายชนิด เช่น ดินทราย ดินร่วน ดินเหนียว ขึ้นอยู่กับขนาดอนุภาคของตะกอนที่ผสมกันเป็นดิน อาทิเช่น ดินทรายมีเนื้อหยาบ เนื่องจากประกอบด้วยอนุภาคขนาดใหญ่เช่นเม็ดทรายซึ่งมีขนาดใหญ่ จึงมีช่องว่างให้น้ำซึมผ่านอย่างรวดเร็ว ดินเหนียวมีเนื้อละเอียดมาก เนื่องจากประกอบด้วยอนุภาคขนาดเล็กมาก จึงไม่มีน้ำช่องว่างให้น้ำซึมผ่าน ส่วนดินร่วนมีส่วนผสมเป็นอนุภาคขนาดปานกลางเช่น ทรายแป้ง เป็นส่วนใหญ่ จึงมีความเหมาะสมในการปลูกพืชส่วนใหญ่ เนื่องจากน้ำซึมผ่านได้ไม่รวดเร็วจนเกินไป สามารถเก็บกับความชื้นได้ดี

นักปฐพีวิทยาแบ่งดินออกเป็น 12 ชนิด โดยการศึกษาสัดส่วนการกระจายอนุภาคของดินตามรูปที่ 6 เช่น
ดินทรายร่วนประกอบด้วยอนุภาคทราย 80%, อนุภาคทรายแป้ง 10%, อนุภาคดินเหนียว 10%
ดินร่วนประกอบด้วยอนุภาคทราย 40%, อนุภาคทรายแป้ง 40%, อนุภาคดินเหนียว 20%
ดินเหนียวประกอบด้วยอนุภาคทราย 20%, อนุภาคทรายแป้ง 20%, อนุภาคดินเหนียว 60%
การจำแนกดินช่วยให้เราเข้าใจถึงคุณสมบัติของดินประเภทต่างๆ ได้แก่ ความสามารถในการกักเก็บน้ำ และการถ่ายเทพลังงานความร้อน ซึ่งสามารถนำไปใช้ประโยชน์ในทางเกษตรกรรม และวิศวกรรม เป็นต้น

สัดส่วนการกระจายตัวของอนุภาคดิน

โครงสร้างดิน (Soil Structure)
โครงสร้างดิน หมายถึง รูปแบบของการยึดและการเรียงตัวของอนุภาคเดี่ยวของดินเป็นเม็ดดินในหน้าตัดดิน เม็ดดินแต่ละชนิดมีความแตกต่างกันทั้งด้านขนาดและรูปร่าง ซึ่งแบ่งออกเป็น 7 ชนิดคือ

แบบก้อนกลม (Granular ) มีรูปร่างคล้ายทรงกลม เม็ดดินมีขนาดเล็กประมาณ 1 - 10 มิลลิเมตร มักพบในดินชั้น A มีรากพืชปนอยู่มาก เนื้อดินมีความพรุนมาก จึงระบายน้ำและอากาศได้ดี

แบบก้อนเหลี่ยม (Blocky) มีรูปร่างคล้ายกล่อง เม็ดดินมีขนาดประมาณ 1-5 เซนติเมตร มักพบในดินชั้น B มีการกระจายของรากพืชปานกลาง น้ำและอากาศซึมผ่านได้

แบบแผ่น (Platy) ก้อนดินแบนวางตัวในแนวราบ และซ้อนเหลื่อมกันเป็นชั้น ขัดขวากรากพืช น้ำและอากาศซึมผ่านได้ยาก มักเป็นดินชั้น A ที่ถูกบีบอัดจากการบดไถของเครื่องจักรกลการเกษตร

แบบแท่งหัวเหลี่ยม (Prismatic) ก้อนดินแต่ละก้อนมีผิวหน้าแบบและเรียบ เกาะตัวกันเป็นแท่งหัวเหลี่ยมคล้ายปริซึม ก้อนดินมีลักษณะยาวในแนวดิ่ง ส่วนบนของปลายแท่งมักมีรูปร่างแบน เม็ดดินมีขนาด 1 - 10 เซนติเมตร มักพบในดินชั้น B น้ำและอากาศซึมได้ปานกลาง

แบบแท่งหัวมน (Columnar) มีการจับตัวคล้ายคลึงกับแบบแท่งหัวเหลี่ยม แต่ส่วนบนของปลายแท่งมีลักษณะกลมมน ปกคลุมด้วยเกลือ เม็ดดินมีขนาด 1 - 10 เซนติเมตร มักพบในดินชั้น B และเกิดในเขตแห้งแล้ง น้ำและอากาศซึมผ่านได้น้อย และมีการสะสมของโซเดียมสูง

แบบก้อนทึบ (Massive) เป็นดินเนื้อละเอียดยึดตัวติดกันเป็นก้อนใหญ่ ขนาดประมาณ 30 เซนติเมตร ดินไม่แตกตัวเป็นเม็ด จึงทำให้น้ำและอากาศซึมผ่านได้ยาก

แบบอนุภาคเดี่ยว (Single Grained) ไม่มีการยึดตัวติดกันเป็นก้อน มักพบในดินทราย ซึ่งน้ำและอากาศซึมผ่านได้ดี

แหล่งที่มาของข้อมูล : http://www.lesa.in.th/index.html

ผ.กรรมวิธีข้อมูล บก.ฐท.สส. โทร.71024 | sonthaya.mu@navy.mi.th

“ดิน” (soils) หมายถึง เทหวัตถุทางธรรมชาติ (natural body) ที่เกิดจากการสลายตัวของหินและแร่ธาตุต่างๆ ผสมคลุกเคล้ากับอินทรียวัตถุซึ่งปกคลุมผิวโลกอยู่เป็นชั้นบางๆ เป็นวัตถุที่ค้ำจุนการเจริญเติบโตและการทรงตัวของพืช มีการแบ่งชั้น (horizon) ที่สามารถสังเกตเห็นได้จากตอนบนลงไปตอนล่าง มีอาณาเขตและลักษณะประจำตัวของมันเอง ซึ่งมนุษย์สามารถแบ่งแยกดินออกเป็นชนิดต่างๆ ได้

ดินประกอบด้วยแร่ธาตุที่เป็นของแข็ง อินทรียวัตถุ น้ำ และอากาศที่มีสัดส่วนแตกต่างกันออกไป การเกิดขึ้นของดินเป็นผลสืบเนื่องมาจากการกระทำร่วมกันของปัจจัยต่างๆ เช่น สภาพภูมิอากาศ พืช และสิ่งมีชีวิตอื่น ๆ ต่อวัตถุต้นกำเนิดของดิน ในสภาพพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่ง ตลอดช่วงระยะเวลาหนึ่ง ดังนั้น “ดิน” ในที่แห่งหนึ่งจึงอาจเหมือนหรือต่างไปจากดินในที่อีกแห่งหนึ่งได้ ขึ้นอยู่กับอิทธิพลของปัจจัยเหล่านี้ ซึ่งมีความมากน้อยแตกต่างกันไปในแต่ละบริเวณส่งผลให้ดินมีลักษณะเด่นเฉพาะตัว และเมื่อปัจจัยเปลี่ยนไป ดินจะมีลักษณะหรือสมบัติต่างๆ เปลี่ยนแปลงไปด้วย

สภาพภูมิอากาศ (climate)
สภาพภูมิอากาศที่มีอิทธิพลต่อการเกิดของดินหรือทำให้ดินมีลักษณะแตกต่างกัน ได้แก่ อุณหภูมิ และ ปริมาณน้ำฝน ซึ่งทั้งสองอย่างนี้มีอิทธิพลต่ออัตราการสลายตัวของหิน แร่ ทั้งในด้าน กายภาพ และเคมี (physical and chemical weathering) ทั้งยังมีอิทธิพลต่ออัตราความเร็วของการเคลื่อนย้ายและการสะสมใหม่ของหินและแร่ที่ถูกแปรสภาพโดยตัวการสำคัญๆ มาเป็นวัตถุต้นกำเนิดของดิน ในเขตร้อน หิน แร่ จะสลายตัวมาเป็นดินได้เร็วกว่าในเขตอบอุ่นหรือเขตหนาว เนื่องจาก ในเขตร้อนมีอุณหภูมิสูง และมีปริมาณฝนตกมากว่าเขตหนาว การผุพังสลายตัวต่างๆ จึงดำเนินไปอย่างรวดเร็ว เกิดการชะล้างธาตุอาหารพืชออกไปได้มาก จึงมักทำให้ดินมีความอุดมสมบูรณ์ต่ำ

วัตถุต้นกำเนิดของดิน (parent material)
เป็นปัจจัยควบคุมการเกิดดินที่สำคัญ และมองเห็นได้ค่อนข้างชัดเจนที่สุด และมีอิทธิพลต่อองค์ประกอบของดิน เช่น สี เนื้อดิน โครงสร้าง และสมบัติทางเคมีของดิน โดยทั่วไปดินที่เกิดจากวัตถุต้นกำเนิดที่สลายตัวมาจากหินพวกที่มีปฏิกิริยาเป็นด่าง (basic rock) มักจะเป็นดินเนื้อละเอียด สีคล้ำ ความอุดมสมบูรณ์สูง ส่วนดินที่เกิดจากหินพวกที่มีปฏิกิริยาเป็นกรด (acid rock) มักจะเป็นดินเนื้อหยาบ สีจาง ความอุดมสมบูรณ์ และความสามารถในการแลกเปลี่ยนประจุบวกต่ำ เป็นต้น

สภาพภูมิประเทศ (relief)
ในที่นี้หมายถึงความสูงต่ำ หรือระดับที่ไม่เท่ากันของสภาพพื้นที่ และความลาดชันของพื้นที่ที่เกี่ยวข้องกับระดับน้ำใต้ดิน ซึ่งปัจจัยเหล่านี้มีอิทธิพลต่อการเกิดลักษณะชั้นต่างๆ ในหน้าตัดดิน ความลึกของดิน สี ความชื้นสัมพัทธ์ในดิน และความรุนแรงของการชะล้าง เป็นต้น ตัวอย่างเช่น ดินที่เกิดในที่ที่มีความลาดชันสูง มักจะเป็นดินตื้น มีชั้นดินน้อย มีการชะล้างหน้าดินมาก ชั้นดินบนจะบาง หรืออาจจะไม่มีชั้นดินบนเลยก็ได้ ตรงกันข้ามกับดินที่เกิดในที่ราบลุ่ม ที่มักจะมีชั้นดินบนที่หนากว่าเนื่องจากเป็นแหล่งทับถมของตะกอน เนื้อดินละเอียดกว่า เพราะมีการเคลื่อนย้ายอนุภาคขนาดดินเหนียวจากดินชั้นบนลงไปสะสมอยู่ในดินล่าง

ปัจจัยทางชีวภาพ (organism)
ได้แก่สิ่งมีชีวิตต่างๆ ซึ่งประกอบด้วยพืชและสัตว์ แต่มักจะเน้นที่พืชพรรณต่างๆ ที่ขึ้นปกคลุมบนผิวดิน ซึ่งมีอิทธิพลต่อ ปริมาณอินทรียวัตถุในดิน และองค์ประกอบทางเคมีของดิน ดินที่เกิดภายใต้สภาพพืชพันธุ์ที่เป็นทุ่งหญ้า มักจะมีอินทรียวัตถุและธาตุที่เป็นอาหารพืชมากกว่าดินบริเวณป่าสนหรือป่าไม้เนื้อแข็ง เป็นต้น

เวลา (time)
อิทธิพลของเวลาในแง่ของการเกิดดินนั้น หมายถึง ช่วงหนึ่งของเวลาที่ต่อเนื่องกันไปโดยไม่มีเหตุการณ์รุนแรงขัดจังหวะการพัฒนาตัวของดิน เวลาที่เป็นศูนย์สำหรับดินชนิดหนึ่งๆ ก็คือ จุดที่ได้มีเหตุการณ์ที่รุนแรงอย่างหนึ่งทางดินเกิดขึ้น ถือว่าเป็นจุดสิ้นสุดของเวลาในการสร้างตัวของดิน และจะเป็นจุดเริ่มต้นของช่วงเวลาในการสร้างตัวของดินช่วงต่อไป เหตุการณ์รุนแรงดังกล่าวอาจหมายถึง การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิประเทศ ระดับน้ำใต้ดิน การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศในทันทีทันใด หรือ การเปลี่ยนแปลงของวัตถุต้นกำเนิดดิน เช่น มีการทับถมอย่างรุนแรงของตะกอนใหม่ เป็นต้น

....การเกิดดิน...

การเกิดของดินจะเกี่ยวข้องกับการผุพังสลายตัวของทั้งอินทรียสาร และอนินทรียสาร กับการสังเคราะห์วัตถุใหม่ๆ ที่เกิดขึ้นจากอิทธิพลของกระบวนการสร้างดินต่างๆ และอยู่ภายใต้อิทธิพลของปัจจัยควบคุมการเกิดดิน โดยทั่วไปมักจะแยกกระบวนการเกิดของดินออกเป็น 2 ลักษณะใหญ่ๆ ด้วยกันคือ กระบวนการทำลาย
และกระบวนการสร้าง ซึ่งกระบวนการทั้งสองแบบนี้อาจจะเกิดขึ้นพร้อมๆ กัน หรือเกิดกระบวนการทำลายขึ้นก่อนแล้วเกิดกระบวนการสร้างดินตามมาก็ได้

กระบวนการทำลาย
หมายถึงกระบวนการที่ทำให้หิน แร่ และสิ่งมีชีวิตต่างๆ เกิดการอ่อนตัวลง สลายตัวเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย หรือเปลี่ยนไปเป็นสารใหม่ และทับถมรวมตัวกันเกิดเป็นวัตถุต้นกำเนิดดินขึ้น ซึ่งอาจเกิดอยู่กับที่ หรืออาจถูกพาหะต่างๆ พัดพาออกไปจากที่เดิมและไปสะสมรวมตัวกันใหม่ในแหล่งอื่นก็ได้


กระบวนการสร้างตัวของดิน

คือกระบวนการที่ทำให้เกิดพัฒนาการของลักษณะต่างๆที่ปรากฏอยู่ในดิน เช่น สีดิน เนื้อดิน โครงสร้าง ความเป็นกรดเป็นด่าง รวมถึงการเกิดเป็นชั้นต่างๆ ขึ้นในหน้าตัดดิน ซึ่งลักษณะเหล่านี้เป็นสิ่งที่จะบ่งบอกถึงตวามแตกต่างของดินแต่ละชนิดแต่ละประเภท และสามารถเชื่อมโยงความสัมพันธ์ไปถึงชนิดของวัตถุต้นกำเนิด กระบวนการ และผลของสิ่งแวดล้อมที่มีอิทธิพลโดยตรงต่อกระบวนการสร้างตัวของดิน ณ บริเวณนั้น อาทิเช่น สีของดินมีความสัมพันธ์กับ ปริมาณอินทรียวัตถุในดิน และความเปียกแห้งของดิน โดยทั่วไปดินที่มีสีคล้ำควรจะมีอินทรียวัตถุมากกว่าดินสีจาง สีเทาที่ปรากฏอยู่ในหน้าตัดดินบ่งบอกถึงสภาวะที่ดินมีการขังน้ำ หรือการพบจุดสีประในดินบ่งบอกถึงสภาพที่ดินมีการเปียกสลับแห้ง เป็นต้น

โดยสรุปจึงอาจกล่าวได้ว่า ดินเป็นผลลัพธ์โดยตรงของหิน แร่ ที่สลายตัวผุพังแล้ว ทับถมกันเกิดเป็นวัตถุต้นกำเนิดดิน เมื่อผสมคลุกเคล้ากับอินทรียวัตถุ และผ่านกระบวนการทางดิน จะปรากฏลักษณะและเกิดเป็นชั้นดินต่างๆ ขึ้น ซึ่งเราสามารถประเมินคุณสมบัติและจำแนกดินออกเป็นชนิดๆ ได้โดยการศึกษาลักษณะ และชั้นดินต่างๆ ที่เรียงต่อเนื่องกันจากข้างบนลงไปข้างล่างจนถึงชั้นหินที่สลายตัวหรือชั้นของวัตถุอื่นๆ

ชั้นต่างๆ ที่ปรากฏอยู่ในหน้าตัดดิน แบ่งเป็นชั้นดินหลักได้ 5 ชนิดด้วยกัน คือ O-A-E-B-C แต่ชั้นที่เป็นองค์ประกอบหน้าตัดดินอาจมีชั้น R อยู่ใต้สุดของชั้นดินหลักด้วย โดยทั่วไปแล้วชั้น R ถือว่าเป็นชั้นหินพื้น (bed rock) ซึ่งอาจจะเกี่ยวข้องกับชั้นดินหลักตอนบนหรือไม่ก็ได้ ซึ่งขึ้นอยู่กับชนิดของวัตถุต้นกำเนิดและกระบวนการทางธรณีที่เกี่ยวข้อง ชั้นดินหลักต่างๆ มีลักษณะโดยทั่วไปดังนี้

ชั้น O หรือชั้นดินอินทรีย์ ตามปกติจะอยู่ตอนบนสุดของหน้าตัดดิน เป็นชั้นที่ประกอบด้วยอินทรียวัตถุเป็นส่วนใหญ่ มีสีค่อนข้างดำจัด ประกอบด้วยเศษซากพืชต่างๆ ที่ยังไม่ผุพังสลายตัว หรือมีการสลายตัวบ้างแล้วเป็นบางส่วนชั้นดินแบบนี้มีอยู่แต่เพียงในสภาพของป่าไม้หรือทุ่งหญ้าที่สามารถให้อินทรียวัตถุได้เป็นจำนวนมากเท่านั้น
Oi เป็นชั้นวัสดุอินทรีย์ที่ซากพืชหรือสัตว์มีการสลายตัวเพียงเล็กน้อย ยังสามารถสังเกตเห็นลักษณะดั้งเดิมได้
Oe เป็นชั้นวัสดุอินทรีย์ที่ซากพืชหรือสัตว์มีการสลายตัวปานกลาง
Oa เป็นชั้นวัสดุอินทรีย์ที่ซากสารอินทรีย์มีการสลายตัวมาก จนไม่สามารถสังเกตเห็นลักษณะดั้งเดิมได้

ชั้น A เป็นชั้นดินแร่ (mineral horizon) เกิดอยู่บนผิวหน้าของดิน หรือใต้ชั้น O ลักษณะเด่นของชั้นดิน A คือเป็นชั้นที่ประกอบด้วยอินทรียวัตถุที่สลายตัวแล้วผสมคลุกเคล้าอยู่กับแร่ธาตุในดิน มีสีคล้ำ หรืออาจพบลักษณะที่บ่งชี้ว่ามีการไถพรวน

ชั้น E หรือ ชั้นชะล้าง เป็นชั้นดินบนตอนล่างที่มีการชะละลาย (leaching) หรือมีการเคลื่อนย้ายออก(eluviation) มากที่สุดของวัสดุต่างๆ เช่น ดินเหนียว เหล็ก และอะลูมินัมออกไซด์ เป็นผลให้เกิดการสะสมของแร่ที่มีความคงทนต่อการสลายตัว เช่น ควอร์ตซ์ในอนุภาคขนาดทรายและทรายแป้งในปริมาณที่สูง ลักษณะเด่นคือเป็นชั้นที่มีสีจาง มีอินทรียวัตถุต่ำ กว่าชั้น A และมักจะมีเนื้อดินหยาบกว่าชั้น B ที่อยู่ตอนล่างลงไป
ชั้น Bหรือชั้นสะสม เป็นชั้นหลักของหน้าตัดดิน มักจะมีความหนามากกว่าชั้นดินอื่นๆ ชั้น B ต่างๆ เป็นชั้นใต้ชั้นดินบน (subsurface horizons) ที่แสดงถึงการเคลื่อนย้ายมาสะสม (illuviation) ของวัสดุจากชั้นดินตอนบน ในเขตชื้น ชั้น B เหล่านี้จะเป็นชั้นที่มีการสะสมสูงสุดของวัสดุต่างๆ เช่น เหล็กและอะลูมินัมออกไซด์ และแร่ดินเหนียวซิลิเกต ส่วนในเขตแล้งและกึ่งแห้งแล้ง ในชั้นนี้อาจมีการสะสมของแคลเซียมคาร์บอเนต แคลเซียมซัลเฟต และเกลือต่างๆ
ชั้น C หรือชั้นวัตถุต้นกำเนิดดิน เป็นชั้นของวัสดุที่เกาะตัวกันอยู่หลวมๆ ใต้ชั้นที่เป็นดิน ประกอบด้วยหินและแร่ที่กำลังผุพังสลายตัว ซึ่งอาจจะมีองค์ประกอบที่เหมือนหรือต่างไปจากวัสดุที่ทำให้เกิดชั้น A E หรือ B ก็ได้
ชั้น R คือชั้นของหินแข็ง เป็นชั้นหินพื้น หรือชั้นของหินแข็งชนิดต่างๆ ที่ยังไม่มีการผุพังสลายตัว เป็นชั้นที่เชื่อมติดแน่น ใช้พลั่วขุดไม่ค่อยเข้าถึงแม้จะได้รับความชื้น

ประโยชน์ของดินเหนียว
■ด้านการเกษตร
■เหมาะสำหรับการทำนา ปลูกข้าว แต่ไม่เหมาะสำหรับพืชชนิดอื่น
■ด้านศิลปะ
■ใช้ในการทำเครื่องปั้นดินเผา ทำภาชนะ เครื่องใช้ต่าง ๆ
■ใช้ขึ้นรูปในงานปั้น สร้างผลงานทางด้านประติมากรรม
■ด้านวิศวกรรม
■ใช้เป็นส่วนประกอบในการทำอิฐ
■ใช้เป็นวัสดุก่อสร้าง แกนดินเหนียวสำหรับเขื่อนดิน และเขื่อนหินทิ้ง
■ใช้เป็นวัสดุดิบในการผลิตเซรามิก เพื่อใช้ในงานวิศวกรรมและอุตสาหกรรม
เขียนโดย leonationworld ที่ 20:58
The Hydrologic Cycle

"All rivers run into thesea,yet the sea is not full:Unto the place from which rivers come,thither they return again.
โลกก่อกำเนิดขึ้นเมื่อประมาณ ๔,๖๐๐ ล้านปีมาแล้วนักวิทยาศาสตร์เชื่อว่า
ดาวเคราะห์ทั้งหลายรวมทั้งโลกเกิดขึ้นพร้อมกับดวงอาทิตย์ แต่มีขนาดเล็กกว่า
โลกที่ก่อกำเนิดขึ้นใหม่ๆ มีลักษณะเป็นกลุ่มฝุ่นและก๊าซหลายชนิดร้อนจัดหมุนวน
อยู่ในอวกาศ
โลกในขณะนั้นยังไม่มีน้ำอยู่บนพื้นผิว นานหลายร้อยล้านปีหลังจากนั้น
เมื่อโลกค่อยๆเย็นลงจนมีอุณหภูมิต่ำกว่าไอน้ำเดือดและเปลือกโลกบางส่วนแข็ง
กลายเป็นหิน จึงเริ่มมีไอน้ำเกิดขึ้นแทรกอยู่ในหิน ไอน้ำที่เกิดขึ้นนี้ลอยสูงขึ้นจาก
เปลือกโลกเข้าไปอยู่ในบรรยากาศซึ่งประกอบด้วยก๊าซหลายชนิด และเนื่องจาก
บรรยากาศของโลกขณะนั้นมีอุณหภูมิต่ำกว่าอุณหภูมิที่พื้นผิว ไอน้ำที่ลอยขึ้นไป
จึงกลั่นตัวเป็นละอองน้ำกลายเป็นเมฆดำลอยปกคลุมอยู่รอบๆโลก
นานหลายพันปีหลังจากนั้น เมฆที่ปกคลุมอยู่รอบๆโลกได้ช่วยป้องกันมิให้
รังสีจากดวงอาทิตย์ตกลงสู่โลก เป็นเหตุให้โลกเย็นตัวลงเร็วขึ้น พื้นผิวของโลก
จึงกลายเป็นหินแข็งไปทั่ว แต่ภายในยังร้อนจัดอยู่
หลังจากนั้นอีกไม่นาน เมื่อพื้นผิวของโลกมีอุณหภูมิลดต่ำลงไปอีก
ละอองน้ำในก้อนเมฆก็รวมตัวกลายเป็นฝนตกลงมายังพื้นผิวของโลกในทำนอง
เดียวกันฝนที่ตกลงสู่พื้นดินในปัจจุบัน ฝนที่ตกลงมาซ้ำแล้วซ้ำเล่าทำให้เกิด
มีน้ำขังอยู่ทั่วไปบนพื้นหินซึ่งเป็นที่ต่ำและได้กลายเป็นแอ่งน้ำกว้างใหญ่ในระยะ
ต่อมากลายเป็นทะเลการรวมตัวของน้ำฝนบนพื้นผิวโลกจนกลายเป็นทะเล
ี้กินเวลานานถึงพันล้านปี



การรักษาแหล่งน้ำให้เพียงพอสำหรับการใช้อุปโภค,บริโภคและการเพาะปลูก
น้ำที่มีอยู่ทุกแห่งบนพื้นผิวของโลก เมื่อได้รับความร้อนจากดวงอาทิตย์จะ
ระเหยเป็นไอ ลอยขึ้นไปในอากาศ เมื่ออากาศนี้ลอยสูงขึ้นและเย็นลง ไอน้ำก็จะ
กลั่นตัวเป็นละอองน้ำเล็ก ๆ กลายเป็นเมฆที่เราเห็นลอยอยู่ในท้องฟ้า ละอองน้ำ
เล็ก ๆ เหล่านี้มารวมตัวกันมากขึ้นก็จะกลายเป็นเม็ดฝนตกลงมายังพื้นดิน
การหมุนเวียนเปลี่ยนไปจากน้ำเป็นไอน้ำแล้วเปลี่ยนกลับเป็นหยดน้ำ ตกกลับสู่พื้นดิน
เช่นนี้เรียกว่า " วัฏจักรของน้ำ "
ทุก ๆ วัน น้ำในทะเล ทะเลสาบ และมหาสมุทรซึ่งปกคลุมพื้นผิวของโลกอยู่มาก
กว่า ๗๐ % จะระเหยเป็นไอลอยขึ้นไปในอากาศอยู่ตลอดเวลาอย่างต่อเนื่อง ทำให้
เกิดเมฆและวกกลับลงมาเป็นฝนยังพื้นดินไหลซึมลงไปในดินเป็นน้ำใต้ดินและไหลบ่า
ไปบนพื้นดินเป็นลำธารและแม่น้ำ ไหลลงสู่ทะเลและมหาสมุทรอีก วนเวียนอยู่เช่นนี้
ตลอดเวลา โดยปกติน้ำในบรรยากาศมีอยู่ประมาณ ๐.๐๑% ของน้ำทั้งหมดบนโลก
และประมาณ ๙๗ % อยู่ ในน้ำทะเลและมหาสมุทร
อาณาบริเวณบนพื้นผิวของโลก
ซึ่งมีน้ำอยู่ด้วย ได้แก่
ทะเลและมหาสมุทร
ดินและใต้ดินจนถึงชั้นหิน
บรรยากาศชั้นโทรโพสเฟียร์ที่อยู่ติดพื้นดินสูงขึ้นไปประมาณ ๗ กิโลเมตรแรก
คุณค่าและประโยชน์ของน้ำ
น้ำที่อยู่ทุกหนทุกแห่งในร่างกายของเรามีน้ำเป็นส่วนประกอบอยู่ด้วยมากถึง
๗๐ % ทุกวันนี้เราต้องดื่มน้ำ อาบน้ำ และใช้น้ำในการซักล้างในอาหารที่เรากินทุก
ชนิดมีน้ำอยู่ด้วยทั้งสิ้น แม้แต่ในข้าวสวย แป้ง และก๋วยเตี๋ยวก็มีน้ำ ในเนื้อสัตว์ผัก
และ ผลไม้ ทุกชนิดมีน้ำอยู่ด้วยมาก ร่างกายของคนทุกคน สัตว์ทุกตัว และพืช
ทุกชนิด ล้วนแต่ต้องการน้ำทั้งสิ้น นอกจากนั้นน้ำยังเป็นสิ่งจำเป็นในการเพาะปลูก
และการอุตสาหกรรมอีกด้วย ถ้าบนโลกนี้ไม่มีน้ำ เราก็จะอยู่ไม่ได้ ทุกชีวิตจะต้องตาย
ถ้าถามว่า เมื่อทุกคนทุกชีวิตบนโลกต้องใช้น้ำวันละมาก ๆ จะมีน้ำเพียงพอ ให้เราดื่มกินและใช้ในสหัสวรรษใหม่หรือไม่ คำตอบก็คือ ไม่แน่นอนสำหรับ
น้ำจืด แม้ว่าทะเลและมหาสมุทรจะปกคลุมพื้นผิวของโลกอยู่ถึงสามในสี่ส่วน ซึ่งทำ
ให้มีน้ำอยู่บนโลกเป็นปริมาณมากกว่าสารอื่นใด แต่น้ำในทะเลและมหาสมุทรก็เป็น
น้ำเค็มที่ใช้ดื่ม กิน และเพาะปลูกไม่ได้
ปัญหาหลักคือ น้ำจืดมีอยู่ไม่มากนัก แต่ให้ประโยชน์ได้น้อยลง เนื่องจาก
มนุษย์ ทำให้กลายเป็นน้ำเสียเพิ่มขึ้นจากกิจกรรมต่าง ๆ
เมื่อเทียบกับดาวเคราะห์ดวงอื่น ๆ ในระบบสุริยะ โลกของเรามีขนาดกำลัง
พอดี และมีแรงดึงดูดไอน้ำไว้ให้คงอยู่ในบรรยากาศรอบโลก ไม่หลุดลอยหายไป
ในอวกาศจนหมดสิ้น นอกจากนั้นโลกยังอยู่ห่างจากดวงอาทิตย์ในระยะที่พอ
เหมาะ ทำให้อุณหภูมิของโลกเป็นอุณหภูมิที่น้ำส่วนใหญ่เป็นของเหลว ไม่เดือด
และไม่แข็งเป็นน้ำแข็งทั่วไปหมด เหมือนบนดาวเคราะห์ดวงอื่นๆ โลกจึงมีน้ำอยู่
ด้วยมากมาย และมีอากาศที่เอื้อต่อชีวิตห่อหุ้มโลกไว้ โลกจึงเป็นโลกที่งดงามน่าอยู่ เป็นที่อาศัยของสิ่งมีชีวิตทั้งมนุษย์ สัตว์ และพืชจำนวนมากมายมหาศาล ซึ่งไม่มี
ดาวเคราะห์ดวงใดเสมอเหมือน
น้ำนั้นมีกำลัง เราใช้กำลังของน้ำให้เป็นประโยชน์ โดยสร้างเขื่อนกั้นแม่น้ำไว้
แล้วใช้กำลังน้ำไปหมุนกังหันของเครื่องเทอร์ไบน์ ทำให้เครื่องกำเนิดไฟฟ้าผลิต
กระแสไฟฟ้าออกมา โรงไฟฟ้าที่ใช้กำลังน้ำเช่นนี้เรียกว่า โรงไฟฟ้าพลังน้ำ เป็น
โรงไฟฟ้าที่ไม่ต้องใช้เชื้อเพลิงใด ๆ ทำให้ปลอดสารมลพิษในอากาศ โรงไฟฟ้า
พลังน้ำมีใช้อยู่ทั่วโลก ถ้าเมื่อใดเชื้อเพลิง เช่นถ่านหิน หรือน้ำมันหมดไปจากโลก
โรงไฟฟ้าพลังน้ำจะสามารถผลิตไฟฟ้าต่อไปได้ไม่จบสิ้น
การอนุรักษ์น้ำ คือ การรักษาน้ำจืดตามธรรมชาติไว้ได้อย่างดี เพื่อให้คงมีน้ำใช้ตลอดเวลา หลักของการอนุรักษ์น้ำ ได้แก่ การเก็บกักน้ำไว้ ไม่ปล่อยให้แห้งหาย หรือ เน่าเสีย
การอนุรักษ์ทำได้โดย
• สร้างเขื่อน เขื่อนช่วยกักเก็บน้ำในแม่น้ำไว้ไม่ให้ไหลลงทะเลหมดไป เขื่อนขนาดเล็กเป็นประโยชน์มากในการเพาะปลูก นอกจากนั้นเขื่อนยังช่วยป้องกันน้ำที่ล้นจากต้นน้ำและไหลมาสู่เบื้องล่างอย่างรวดเร็วและฉับพลัน อันอาจทำให้เกิดอุทกภัย หรือทำให้น้ำท่วมมากเป็นอันตรายแก่สวนและไร่นาได้
• สร้างอ่างเก็บน้ำ ในที่ลุ่ม ถ้าสร้างเขื่อนไม่ได้ก็สร้างเป็นอ่างเก็บน้ำไว้ นอกจากใช้ดื่มและใช้ชะล้างแล้ว อ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ยังเป็นประโยชน์ในการเกษตรและเป็นที่อยู่ของสัตว์น้ำ ซึ่งเป็นอาหารได้อย่างดีอีกด้วย
• รักษาต้นน้ำลำธารไว้ เพื่อให้คงมีน้ำในแม่น้ำตลอดปี
• ป้องกันน้ำในแม่น้ำเน่าเสีย โรงงานริมแม่น้ำ เช่น โรงงานน้ำตาล มักปล่อยของเสียลงแม่น้ำ ทำให้น้ำเสีย ชาวบ้านใช้น้ำไม่ได้ สัตว์น้ำตายสิ้น แต่ละชุมชนต้องช่วยกันดูแลและรีบดำเนินการให้โรงงานแก้ไข ไม่ปล่อยของเสียลงแม่น้ำ
• ใช้น้ำบาดาลอย่างถูกต้อง การใช้น้ำบาดาลมากเกินไป ทำให้น้ำบาดาลหมดไปและอาจทำให้แผ่นดินทรุดต่ำลง เกิดน้ำท่วม จำเป็นต้องหาทางจัดการให้การใช้น้ำบาดาลเป็นไปอย่างเหมาะสม
• ไม่ปล่อยให้น้ำรั่วไหล การปล่อยให้น้ำรั่วไหลโดยเปล่าประโยชน์ เช่น เปิดก๊อก น้ำทิ้งไว้ ท่อประปาชำรุด เป็นการไม่อนุรักษ์น้ำ
สิ่งที่ควรทำในการอนุรักษ์น้ำ
• อนุรักษ์ต้นน้ำลำธารไว้ เพื่อให้มีน้ำในแม่น้ำลำคลองตลอดปี
• เก็บกักน้ำไว้ใช้ โดยการสร้างอ่างเก็บน้ำ ขุดสระน้ำ ขุดลอกหนองและบึงธรรมชาติให้ลึก เพื่อเก็บกักน้ำได้มากขึ้น สร้างฝายปิดกั้นทางน้ำ
• ไม่ทิ้งขยะลงในแม่น้ำลำคลอง
• ไม่ใช้ยาเบื่อปลา ไม่ดูดทรายจนตลิ่งพัง
• ไม่ปล่อยให้น้ำมัน ปุ๋ย ยาฆ่าแมลง ยาฆ่าศัตรูพืชลงในแหล่งน้ำ
• ไม่นำสัตว์เลี้ยงลงในแหล่งน้ำ
• ไม่ทิ้งขยะลงในทะเล
• ไม่ปล่อยน้ำร้อนลงในแหล่งน้ำ
• ไม่ซื้อสิ่งของที่ทำจากปะการัง เปลือกหอยทะเล กระดองเต่าทะเล
• ไม่ทิ้งสมอเรือลงในแนวปะการัง
• เติมออกซิเจนลงในน้ำ เพื่อบรรเทาความเน่าเสีย
• ระมัดระวังไม่ให้เกิดไฟป่า

อากาศ